วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิธีหลีกเลี่ยงรังแค

เขียนโดย asyik ที่ 05:16 0 ความคิดเห็น

วิธีหลีกเลี่ยงรังแค

ใครที่ไม่อยากให้ผมมีรังแค วันนี้เรามีวิธีหลีกเลี่ยงการเกิดของรังแคมาบอก
วิธีหลีกเลี่ยงรังแค


สระผมด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้งและลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค ยังทำให้ผมดูนุ่มสลวย เงางามอีกต่างหาก

หลีกเลี่ยงแสงแดดที่จัด เพราะแสงแดดตัวการสำคัญที่ทำลายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะแห้ง เส้นผมชี้ฟู ขาดน้ำหนัก และไม่เงางาม

นวดบำบัดขจัดรังแค ทุกครั้งที่สระผมควรนวดศีรษะเบา ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังสามารถขจัดเซลล์หนังศีรษะที่ตายให้หลุดลอกได้ง่ายขึ้น

เลือกยาสระผมให้เหมาะสม ควรใช้ยาสระผมที่ช่วยขจัดรังแคอย่างสม่ำเสมอ และควรล้างแชมพูให้สะอาดทุกครั้งหลังสระผม เพื่อขจัดสารเคมีที่ตกค้างบนหนังศีรษะ

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของธาตุสังกะสี วิตามินบี ซี และอี อยู่เสมอ เพื่อใช้ในการบำรุงหนังศีรษะ

ถ้าไม่อยากมีรังแค ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง

เขียนโดย asyik ที่ 05:15 0 ความคิดเห็น

เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง

ผมหน้าม้าของใครที่กำลังเริ่มยาว แล้วดูไม่เป็นทรง วันนี้เรามีวิธีเล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเองมาบอก
เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง


เริ่มจากการมัดผมที่แห้งเป็นหางม้า เพื่อที่จะได้เหลือแค่ผมหน้าม้าที่จะตัด

อย่าพยายามเปลี่ยนสไตล์ของผมหน้าม้าที่มีอยู่ จุดประสงค์ คือ แค่ตัดให้เรียบร้อย

ใช้หวี หวีผมจากด้านในเพื่อไม่ให้แยงตา และขึ้นอยู่กับว่าใช้มือไหนจับกรรไกรว่าต้องตัดจากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขวา

ใช้หวีช้อนผมหน้าม้า ส่วนที่เหลือจะกองอยู่บนสันจมูก อย่าดึงผมให้ตึงเกินไปเพราะตัดแล้วจะสั้นเกิน

ใช้ปลายกรรไกรขลิบปลายผม ทำทีละช่อเล็ก ๆ

เมื่อตัดเสร็จแล้ว เช็คดูว่าตรงหรือยัง

คำแนะนำ ควรใช้กรรไกรคมกริบ และถ้าถนัดขวา ต้องตัดจากขวามาซ้าย ตอนตัดผมหน้าม้าควรจะตัดตอนผมแห้งเท่านั้น

เพียงเท่านี้ก็ได้ผมหน้าม้าที่ดูสวยดังเดิม. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

เขียนโดย asyik ที่ 05:15 0 ความคิดเห็น

ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

เชื่อหรือไม่ว่าการถอนผมหงอกจะทำให้ยิ่งมีผมหงอกเพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามีคำตอบในเรื่องนี้มาฝาก
ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่


ความเชื่อในเรื่องของการถอนผมหงอกแล้วจะยิ่งทำให้ผมหงอกขึ้นจนทั่วศีรษะ ความจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอนก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้นจะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอก จึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น คงจะมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า

การป้องกัน ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย ควรดูแลผมให้ดกดำด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์จากวิตามินบี ,ไบโอติน และสังกะสี เช่น งาดำ, ข้าวกล้อง, ตับหมู, ปลาเนื้อขาว และแครอท เป็นต้น หรือถ้าหงอกมากแล้วไม่สบายใจ ควรเลือกการย้อมผมดำแทนก็ได้

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาดูแลไม่ให้มีผมหงอกก่อนวัยกันจะดีกว่า. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ

เขียนโดย asyik ที่ 06:36 0 ความคิดเห็น

กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ

หากต้องนั่งทำงานจมเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา
กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ
หากผู้อ่านจะต้องนั่งทำงานจมเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา

ผลร้ายที่ตามมามีมากขนาดนี้ คงต้องเรียนรู้วิธีกายบริหารง่าย ๆ ทำได้ที่หน้าคอมพิวเตอร์กันหน่อย

เริ่มจากท่ายืดแขน เพียงประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน หงายฝ่ามือขึ้นฟ้า ยืดแขนตั้งเหนือศีรษะ หลังตรง และเอียงลำตัวไปทางซ้าย ค้างไว้ 2 วินาที ก่อนสลับไปทางขวา ค้างไว้เช่นเดียวกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

ต่อด้วยท่าเอียงคอ ก้มศีรษะลง 2 วินาที แล้วเงยศีรษะขึ้นด้านบนอีก 2 วินาที ก่อนเอียงศีรษะไปทางซ้าย และทางขวา ค้างไว้ด้านละ 2 วินาที ทำสลับไปมา 2 รอบ

เปลี่ยนเป็นท่าหมุนไหล่ วางแขนเหยียดตรงข้างลำตัว ยกไหล่สองข้างขึ้น หมุนไปด้านหลัง ก่อนปล่อยลง ทำซ้ำในทิศทางตรงกันข้าม ทำสลับไปมา 2 รอบ

ไม่รอช้าทำท่าเอียงข้าง เพียงห้อยแขนไว้ข้างลำตัว เอียงไหล่ และลำตัว ซ้าย-ขวา สลับกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

จากนั้นทำท่างอข้อเท้า ให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นแล้วเหยียดตรง เหยียดข้อเท้าให้ปลายเท้าชี้ออกไปข้างหน้า งอปลายเท้ากลับท่าเดิม แล้วเปลี่ยนข้าง ทำสลับไปมา 2 รอบ

หันมาทำท่างอมือ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดตรงไปด้านหน้า งอข้อมือขึ้นตั้งฉากกับท่อนแขน แล้วเหยียดลงเช่นเดิม เปลี่ยน ทำสลับไปมา 2 รอบ

สุดท้าย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา ด้วยการใช้ฝ่ามือปิดตา พร้อมกับหลับตาลง สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ 8-10 ครั้ง เลื่อนฝ่ามือลง แล้วเปิดตา จากนั้นให้กระพริบตาถี่ ๆ

เมื่อรู้วิธีกายบริหารง่าย ๆ อย่างนี้แล้ว ลองเจียดเวลาเพียงนิด ยืดเส้น ยืดสาย คลายเมื่อยระหว่างการทำงาน 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

เขียนโดย asyik ที่ 06:35 0 ความคิดเห็น

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

ท่าบริหารกระชับทรวงอก ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน
5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ
ยืดเส้น ยืดสาย วันนี้มีท่าบริหารกระชับทรวงอก ซึ่งคุณทิพวรรณ ประเสริฐอดิศร ผู้จัดการฝึกอบรมผลิตภัณฑ์ 'คลาแร็งส์' แนะนำไว้ในงานเวิร์กช็อปดูแลทรวงอก เอาใจคุณผู้หญิงที่ไม่อยากให้อกหย่อนยานก่อนวัยอันควร

ท่าแรกเริ่มด้วยการกอดอก ตั้งฝ่ามือทั้งสองข้างและออกแรงดันต้านช่วงต้นแขนค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ถัดมาเป็นท่าที่ง่ายสุด ๆ เพียงแค่ฉีกยิ้มพร้อมกับยิงฟัน เห็นง่ายอย่างนั้นแต่ก็เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคางลงไปจนถึงช่วงแผงอก

ท่าที่สามให้หยิบสมุดมาสักเล่ม ใช้ท่อนแขนหนีบติดช่วงข้างลำตัวค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำท่านี้ 10 ครั้ง

เปลี่ยนสู่ท่าประนมมือ ให้ปลายนิ้วอยู่ในระดับจมูก แล้วออกแรงดันฝ่ามือเข้าหากันค้างไว้นาน 10 วินาที ทำให้ได้สัก 5 - 10 ครั้ง

ท่าปิดท้าย ประสานฝ่ามือแบบทวิส หรือหมุนฝ่ามือข้างหนึ่งให้ปลายนิ้วตรงกับตำแหน่งข้อมืออีกข้าง แล้วออกแรงดันเข้าหากัน ค้างไว้ราว 5 - 10 วินาที ทำไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ครั้ง

ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน แต่ถ้าจะให้ดีควรใส่บราหรือเสื้อชั้นในพอกระชับไม่คับไม่หย่อนเกินไป เลี่ยงการใส่บราแบบบล็อก มีร่องห่างมาก ช่วงฐานของทรงเต้าควรเหมาะสมกับขนาดที่แท้จริง เพราะถ้าฐานเต้าใหญ่แต่เลือกใส่บราฐานแคบจะรัดอกและเกิดความอับชื้นจากเหยื่อ ส่งผลให้เนื้อเต้านมเหลว และสวมบราแบบสปอร์ตทุกครั้งที่เล่นกีฬา.

takecareDD@gmail.com 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด

เขียนโดย asyik ที่ 06:34 0 ความคิดเห็น

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด

อาการปวดเมื่อยบริเวณคอ มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ คน โดยอาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการทำงาน
บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด
เช่น นั่งหลังค่อมหดลำคอจ้องจอคอมพิวเตอร์ ก้มหน้าอ่านหนังสือเป็นเวลานาน หรือการเอียงคอเพื่อให้ศีรษะหนีบโทรศัพท์แทนการถือด้วยมือ

พฤติกรรมดังกล่าว หากทำบ่อย ๆ จะส่งเสียต่อกล้ามเนื้อบริเวณคอ และเกิดอาการปวดเมื่อย คุณผู้อ่านจึงควร ลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว และหันมาบริหารคอ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณคอ ตามคำแนะนำต่อไปนี้...

ยืดเหยียดคอ
  • ตั้งคอตรง และเอียงคอลงไปทางซ้ายสลับขวา 

  • หันคอไปทางด้านซ้ายสลับขวา 

  • ตั้งคอตรง เงยหน้าเอียงคอไปข้างหลัง กลับมาตั้งคอตรง และก้มหน้า เอียงศีรษะลงพื้น


  • เสริมความแข็งแรงของคอ
  • ตั้งคอตรง ใช้ฝ่ามือข้างใดข้างใดข้างหนึ่ง วางที่หน้าผาก ก้มศีรษะไปด้านหน้า โดยให้ฝ่ามือดังกล่าวเป็นตัวต้าน เสริมความแข็งแรงให้คอด้านหน้า

  • เสริมความแข็งแรงของคอด้านหลัง ด้วยการประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ด้านหลังศีรษะ เงยหน้ากดศีรษะไปด้านหลัง ให้มือทั้งสองออกแรงต้าน 

  • ตั้งคอตรง วางฝ่ามือเหนือใบหู เอนคอไปด้านข้าง ให้ฝ่ามือช่วยต้าน แล้วสลับทำอีกด้าน เพื่อเสริมความแข็งแรงคำด้านข้าง 

  • และเสริมความแข็งแรงให้กับคอด้านข้างในลักษณะหัน ด้วยการวางฝ่ามือที่แก้มใกล้ใบหู ออกแรงหันหน้าต้านฝ่ามือ ทำสลับอีกด้าน

  • ข้อควรรู้

    การบริหารคอในท่าต่าง ๆ ข้างต้น ควรทำค้างแต่ละท่าราว 20 วินาที และไม่บริหารคอด้วยความรุนแรง เพราะอาจเกิดอาการบาดเจ็บได้ 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

    เขียนโดย asyik ที่ 06:33 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

    วิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดที่แตกต่าง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ ไม่ทำให้ร้ายกล้ามเนื้อเพราะการออกกำลังกายอย่างหักโหม
    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด
    วันนี้ ยืดเส้นยืดสาย เตรียม

    เริ่มจากเลือดกรุ๊ปเอ ควรออกกำลังกายแบบช้า ๆ ออกแรงไม่มาก เช่น โยคะ ไท้เก๊ก ชี่กง เพราะมีโครงกระดูกเล็ก หักง่าย สืบเนื่องจากอาหารที่เหมาะสมของคนเลือดกรุ๊ปเอ คือ อาหารประเภทมังสวิรัติ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย

    ส่วนเลือดกรุ๊ปบี ที่รับประทานอาหารทั้งผักทั้งเนื้อสัตว์ได้ในสัดส่วนที่เท่ากัน จึงมีความว่องไว ให้ออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่หักโหมหรือเชื่องช้าเกินไป เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ กอล์ฟ ปิงปอง

    สำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี เปรียบเสมือนส่วนผสมของกรุ๊ปเอและบี ให้สังเกตตนเองว่ามักเลือกรับประทานอาหารของกรุ๊ปเอ หรือกรุ๊ปบีมากกว่ากัน เมื่อทราบแล้วก็ให้ออกกำลังกายตามลักษณะของเลือดกรุ๊ปนั้น แต่ก็ควรเพิ่มการออกกำลังกายในแบบที่เหมาะกับเลือดอีกกรุ๊ปด้วย เช่น มักรับประทานผักและผลไม้อย่างคนเลือดกรุ๊ปเอ ก็ให้ออกกำลังกายแบบช้า ๆ เป็นหลัก และเสริมด้วยการออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปบีบ้าง

    ขณะที่คนเลือดกรุ๊ปโอ เหมาะสมกับการออกกำลังกายชนิดที่ต้องออกแรงมาก เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่งทางไกล ชกมวย เนื่องจากสภาพร่างกายสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงและผักได้ในปริมาณมาก ทำให้มีโครงกระดูกที่แข็งแรง กล้ามเนื้อกระชับแน่น

    ไม่ว่าคุณจะมีเลือดอยู่ในกรุ๊ปใด ต้องไม่ลืมการเดินเร็ว 10 นาที หลังจากออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือดทุกครั้ง นอกจากนี้ยังควรออกมายืดเส้นยืดสายเคลื่อนไหวร่างกายให้ผิวหนังถูกแสงแดดราว 20 - 30 นาที ในช่วงเวลา 11.00 - 14.00 น. เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีรังสียูวีในระดับเข้มข้น ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพื่อช่วยลำเลียงแคลเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังกระดูก โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง หากไม่ได้ออกมารับแสงแดดด้วยการนอนอาบแดดอยู่เฉย ๆ กับที่ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง.

    takecareDD@gmail.com 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

    เขียนโดย asyik ที่ 06:32 0 ความคิดเห็น

    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

    เมื่อรู้สึกปวดหลัง วิธีบำบัดเบื้องต้นที่ไม่ควรมองข้าม คือ การบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง
    ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของคุณเอง ก่อนที่จะหันไปรับประทานยาแก้ปวด หรือพบแพทย์เพื่อรักษา

    เริ่มจากการนอนหงาย งอเข่าขึ้นตั้งฉาก แขนทั้งสองข้างวางแนบกับพื้น หายใจเข้าและออกลึก ๆ 5-10 ครั้ง จากนั้นดึงเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาชิดหน้าอก ค้างไว้ 5 วินาที ทำสลับกับขาอีกข้าง จนครบ 10 ครั้ง แล้วดึงเข่าทั้งสองข้างให้ชิดหน้าอกพร้อมกัน ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง ต่อด้วยการเอียงเข่าท้องสองข้างไปทางด้านซ้ายเพื่อบิดสะโพก ค้างไว้ 5 วินาที สลับกับข้างขวา ทำจนครบ 10 ครั้ง

    ยังอยู่ในท่านอนหงาย โดยยกขาขึ้นข้างหนึ่งแล้วเกร็งขายกค้างไว้ 5 วินาที เอาขาลงแล้วยกขาอีกข้างทำสลับกันไป 10 ครั้ง แล้วกลับสู่ท่านอนหงาย ชันเข่าขึ้นตั้งฉาก แอ่นหลังแล้วเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที (ซึ่งช่วงก้นยังต้องติดพื้น) ผ่อนลงช้า ๆ จนหลังแนบพื้นนาน 5 วินาที จึงแอ่นหลังขึ้นมาใหม่ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง

    ส่วนการยืดกล้ามเนื้อช่วงสะโพกและเชิงกราน ก็ให้นอนหงาย งอเข่าตั้งฉาก แล้วยกหลังและสะโพกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุด เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดระดับลงจนหลังและสะโพกแนบพื้น ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง

    ต่อด้วยการนอนหงาย ชันเข่าตั้งฉาก ยกศีรษะขึ้นพร้อมกับเกร็งหน้าท้อง แล้วใช้มือแตะที่เข่า ค้างไว้ 5 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำจนครบ 10 ครั้ง

    ยังมีท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังโดยตรง เริ่มจากคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น จากนั้นจึงแอ่นหลังพร้อมกับเงยหน้าขึ้นค้างนาน 5 วินาที ทำสลับกับการโก่งหลังและก้มคอลงจนครบ 10 ครั้ง

    สเต๊ปต่อมายังอยู่ในท่าคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น แต่ให้เหยียดยืดขาข้างหนึ่งไปด้านหลัง เกร็งค้าง 5 วินาที ทำสลับกับอีกข้างจนครบ 10 ครั้ง ทั้งนี้สามารถเพิ่มการยืดเหยียดที่แขน ขณะยืดขาไปด้านหลังให้ยกแขนข้างตรงกันข้ามขึ้นสูงค้างไว้แล้วยกลงพร้อมกับขา

    เปลี่ยนเป็นการนอนคว่ำ ช่วงเขาแนบติดพื้น แล้วแอ่นหลังขึ้นจากพื้นนับ 5 วินาที ผ่อนลงนอนราบท่าเดิม จนครบ 10 ครั้ง จากนั้นยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นให้มากที่สุดค้าง 5 วินาที สลับกับขาอีกค้างให้ครบ 10 ครั้ง สุดท้ายในท่านอนคว่ำหน้า ให้ยกศีรษะพร้อมช่วงอกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุดค้างไว้นาน 5 วินาที 10 ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม การบริหารกล้ามเนื้อตามสเต๊ปข้างต้น ไม่ควรทำอย่างรีบร้อนและรุนแรง หากอาการปวดกลับเพิ่มมากขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์.

    takecareDD@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด

    เขียนโดย asyik ที่ 06:31 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 25/01/2010

    ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด

    สำหรับคุณผู้หญิงที่มักมีอาการปวดช่วงท้องน้อย ซึ่งอาจเกิดจากการมีเลือดคั่ง ความเย็นสะสมอยู่รอบ ๆ สะดือ รังไข่ และมดลูก วิธีเยียวยาอาการดังกล่าวนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ
    ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด
    เรื่องราวดี ๆ ที่ กินดี นำมาฝากในวันนี้มีประโยชน์ เพียงนำถั่วแดง 500 กรัม บรรจุใส่ลงในถุงผ้าแล้วมัดปากถุงด้วยเชือกปอ ก่อนนำไปอบในไมโครเวฟระดับความร้อนปานกลางนาน 3-4 นาที

    ก่อนนำถุงถั่วแดงไปประคบบริเวณท้องน้อย ให้คุณผู้หญิงใช้มือลูบไล้เบา ๆ ที่ผิวหนังซึ่งตรงกับรังไข่แล้วจึงประคบด้วยถุงถั่วแดง ก็จะสามารถบรรเทาอาการเลือดคั่ง ลดบวม และบรรเทาอาการอักเสบได้

    สำหรับอาหารที่มีประโยชน์ช่วยรักษาอาการช่องคลอดอักเสบนั้น มีทั้งกระเทียมและกะหล่ำปลี มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรคร้าย ส่วนหอมใหญ่กับผักกาดจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ขณะที่ผักกาดเกาหลีนั้นช่วยจัดการซ่อมแซมเยื่อบุผิว

    ส้มและมะเขือเทศเป็นตัวเสริมวิตามิน แถมยังกระตุ้นการทำงานของเซลล์และชะลอความแก่ ผักดองและผงชูรสจะช่วยขจัดเชื้อยีสต์ที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกาย แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ

    และในทางตรงกันข้าม อาหารที่คุณผู้หญิงช่องคลอดอักเสบควรหลีกเลี่ยงนั้นคือ อาหารที่แปรรูปมาจากข้าวสาลี ขนมปัง เบียร์ ผลิตภัณฑ์จากนม ไอศกรีม มิลค์เชค และเนื้อสัตว์ เพราะจะทำให้อาการอักเสบทวีความรุนแรงขึ้น.

    takecareDD@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย

    เขียนโดย asyik ที่ 06:30 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 27/01/2010


    เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด แต่ก็มีประมาณ 15 ชนิด ที่เป็นประโยชน์
    ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย
    หลังรู้จักกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงก็จะยังต้องรักษาความสะอาดบริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้องโดยไม่ให้เสียสมดุล อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย

    เมื่อเป็นเช่นนั้นการขจัดสิ่งสกปรกจึงต้องไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำหอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง สามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน

    สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วยกรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิดเพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือกางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา

    ส่วนเรื่องของกลิ่นจากช่องคลอดซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมีในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา

    อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดูอวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หากมีลักษณะเปลี่ยนไปควรพบสูตินรีแพทย์ด่วน.

    takecareDD@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน

    เขียนโดย asyik ที่ 06:28 0 ความคิดเห็น

    ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน

    สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ
    ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน
    สำหรับการขาดฮอร์โมนเพศในสตรีวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เคยช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูก อาจทำให้สตรีวัยทองมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับ น้ำหนัก อาทิ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ

    การดื่มนม รับประทานอาหารทีมีแคลเซียมและโปรตีน ถือเป็นการสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทองได้ นอกจากนี้ยังควรให้ผิวผนังได้ถูกแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ และควบคุมการทรงตัว

    สำหรับการรับแสดงแดด ก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยควรเป็นแสงแดดในช่วงเวลา 8.30 - 09.00 น. และอีกช่วงคือ 16.00 - 16.30 น. ที่ สำคัญในการรับให้ผิวหนังถูกแสงแดดตามช่วงเวลาที่แนะนำนั้นไม่ควรทาครีมกัน แดดที่มีค่าเอสพีเอฟเกิน 35 เนื่องจากสารเคมีในครีมกันแดดจะเป็นตัวต้านไม่ให้ผิวหนังได้รับรังสียูวีที่ เป็นประโยชน์กับการสังเคราะห์ให้ได้วิตามินดี

    ทั้งนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย.

    takecaredd@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    รักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่ง

    เขียนโดย asyik ที่ 06:22 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

    ใครที่มีอาการท้องเสียบ่อย ๆ กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที วันนี้เรามีวิธีรักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่งมาบอก..
    รักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่ง


    นำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 10-15 ใบ แล้วโขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือ พอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชา ได้ผลดี

    นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อ ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วกินรวมกัน หรือจะใช้ต้มดื่มเป็นน้ำฝรั่งก็ได้

    นำใบฝรั่งสดที่ไม่อ่อน และไม่แก่เกินไป มาตัดหัวตัดท้าย แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ ตักน้ำที่ได้จากการแช่ใบฝรั่ง มาจิบทีละนิด ก็ช่วยรักษาได้เช่นกัน แต่อย่าจิบมากจนเกินไป อาจทำให้ท้องผูกได้

    ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้. 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

    เขียนโดย asyik ที่ 05:58 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 25/01/2010

    วันนี้เรามีวิธีปฏิบัติสำหรับคนที่รู้ตัวว่าเป็นโรคกระเพาะมาบอก
    วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ
  • กินอาหารให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องว่างหรือหิว ถ้าหิวก่อนเวลาให้ดื่มนม หรือน้ำเต้าหู้ น้ำข้าว น้ำผลไม้ 

  • หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู 

  • งดดื่มเหล้า เบียร์ ยาดอง กาแฟ 

  • งดการสูบบุหรี่ 

  • หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวด แก้ไข้ ที่มีแอสไพริน หรือยาชุดต่าง ๆ รวมทั้งยาแก้ปวดกระดูก และยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอน ยาหม้อต่าง ๆ 

  • ควรพักผ่อนให้มากเพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบานผ่อนคลายเครียด วิตกกังวล และไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย 

  • กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ากินยาแล้วอาการดีขึ้น ต้องกินยาติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 อาทิตย์ ไม่ควรหยุดยาก่อน เพราะอาการปวดท้องจะกำเริบได้อีก 

  • ควรออกกำลังกาย แต่ไม่ควรหักโหมมากเกินไป 

  • อย่าซื้อยากินเอง ถ้ามีโรคอื่นร่วมด้วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

  • รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันมาดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะดีกว่า. 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

    เขียนโดย asyik ที่ 05:02 0 ความคิดเห็น

    ข่าวเด่นวันนี้ 
    โรคอ้วน คนไทยไม่ควรมองข้ามพิษภัย
    เร็ว ๆ นี้ในประเทศไทยจะมีกิจกรรมเพื่อการ “ต้านอ้วน-ลดพุง” ครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีก โดยมีทั้งที่เป็นการถกหรือการประชุมกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ และที่เป็นกิจกรรมลดพุงในส่วนของภาคประชาชนคนไทย
       
    มีทั้งการประชุมนานาชาติ “อ้วนซัมมิต”
       
    และมีทั้ง “มหกรรมลดพุง” ในกรุงเทพฯ
       
    “จากกรณีโรคอ้วนและโรคอ้วนลงพุงที่ในประเทศไทยก็กำลังมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ อ้วนซัมมิต (Obesity Summit Thailand 2010) ระหว่างวันที่ 4-6 ก.พ. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อส่งเสริมความรู้ทางวิชาการด้านโรคอ้วนและอ้วนลงพุงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ และเป็น การช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะอ้วนและอ้วนลงพุงในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้มาตร ฐานคลินิกลดน้ำหนักในประเทศไทยดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่ง ให้ความรู้แก่ภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและควบคุมน้ำหนักอย่างถูกต้องด้วย” ...รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ระบุ
       
    ทั้งนี้ การประชุม “อ้วนซัมมิต” ครั้งนี้ ในด้านหนึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่ดีของรัฐบาล ในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
       
    ด้าน นพ.ฆนัท ครุธกูล ผู้จัดการศูนย์หัวใจ หลอดเลือดและเมทแทบอลิซึม โรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง เสริมในส่วนของสถิติ-ข้อมูลว่า... ในประเทศไทยนั้นพบเด็กอ้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 5 ปี จากปี 2539-2544 โดยเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าร้อยละ 40 ส่วนในเด็กนักเรียนอนุบาลและประถมศึกษามีแนวโน้มอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.3 ในปี 2544 เป็นร้อยละ 15 ในปี 2550 โดยโรงเรียนในกรุงเทพฯ มีสถิติอ้วนสูงสุดถึงร้อยละ 20
       
    “โรคอ้วนในวัยเด็กเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพหลายระบบ ร้อยละ 30-80 ของเด็กเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ยัง  คงอ้วน และป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่าง ๆ” ...นพ.ฆนัทกล่าว พร้อมทั้งบอกอีกว่า.....
       
    ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาโรคอ้วนและอ้วนลงพุงที่เพิ่มขึ้น จึงร่วมมือกับกระทรวง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง จัดการประชุมระดับนานาชาติ “อ้วนซัมมิต” เพื่อขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ด้านสุขภาพของภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศ และเพื่อเป็นต้นแบบการดูแลรักษาสุขภาพให้กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยใช้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
       
    “การควบคุมภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง ทำให้ประชาชนโดยรวมมีสุขภาพที่ดีขึ้น และยังเป็นการช่วยลดภาระผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ตามแนวคิดป้องกันดีกว่ารักษา”
       
    พร้อมกันนี้ นพ.ฆนัทยังเผยด้วยว่า... ในวันที่ 6 ก.พ. 2553 ยังจะมีการจัดงาน “มหกรรมลดพุงคนกรุงเทพฯ” ครั้งที่ 1 ณ ลานการ์เด้น ออฟฟิศ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือขอบัตรเข้างานมหกรรมได้ที่ อาจารย์รุ่งชัย โทร. 08-9199-3193 โดยในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ... เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ, ตรวจสุขภาพ-ตรวจวัดปริมาณไขมัน แนะนำความรู้โภชนาการ, นิทรรศการจากเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. ฯลฯ รวมถึงกิจกรรม “ดนตรีบำบัด” โดย รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะนำวงออเคสตร้ามาร่วมแสดง ซึ่ง “ดนตรีก็แก้โรคอ้วนได้ !!”
       
    กับเรื่องนี้ นพ.ฆนัทบอกว่า... จากการศึกษาวิจัยพบว่าดนตรีมีผลต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่นอัตราการหายใจ ความดันโลหิต ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของเลือด ดังนั้นจึง มีการนำดนตรีมาใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ เรียกกันว่า “ดนตรีบำบัด” หรือ “มิวสิค เธราปี (Music therapy)”
       
    “และปัจจุบันก็มีการนำดนตรีบำบัดมาใช้ในเชิงป้องกันเพื่อส่งเสริมสุขภาพ อย่างการออกกำลังกาย การผ่อนคลายความเครียด ในโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง ก็มีการใช้ ซึ่งก็สามารถประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหา โรคอ้วนได้ด้วย” ...นพ.ฆนัทระบุ
       
    “โรคอ้วน” คนไทยไม่ควรมองข้ามพิษภัย
       
    ทั้ง “ถกซัมมิต-มหกรรมลดพุง” ก็ตอกย้ำ
       
    ใครอ้วนอยู่รีบ “ลดอย่างถูกวิธี” ด่วน !!.


    source : http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=303676&ch=hn

    วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

    Wonder Girls NOBODY

    เขียนโดย asyik ที่ 06:45 0 ความคิดเห็น
     

    Ana Copyright © 2010 Designed by Ipietoon Blogger Template Sponsored by Online Shop Vector by Artshare