วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

วิธีปฏิบัติเมื่อแพ้อากาศ

เขียนโดย asyik ที่ 22:11 0 ความคิดเห็น

วิธีปฏิบัติเมื่อแพ้อากาศ

หากโรคแพ้อากาศกำเริบจะทำอย่างไร วันนี้เรามีวิธีปฏิบัติมาแนะนำ
วิธีปฏิบัติเมื่อแพ้อากาศ

โรคแพ้อากาศหรือโรคภูมิแพ้จมูก เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา คันหู หูอื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ฝุ่น ละอองเกสรของพืช ไรฝุ่น และขน

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคแพ้อากาศ ให้หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ตัวไร ในฝุ่น เชื้อราในอากาศ แมลงสาบ ยุง แมลงวัน และมด โดยห้องนอน ต้องจัดให้มีของอยู่น้อยที่สุด เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด ส่วนหมอนต้องนำมาตากแดดบ่อยๆ และควรนำเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีขน เช่น แมว สุนัข ไว้ภายนอกบ้าน ที่สำคัญคือ พยายามหลีกเลี่ยงละอองเกสรหญ้า วัชพืช และดอกไม้ทุกชนิด

ระวังสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดดื่มเหล้า งดสูบบุหรี่ และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ส่วนทางด้านจิตใจระวังอย่าให้เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป

ควรล้างจมูกอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำเกลือ เนื่องจากสามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในจมูกได้วิธีการล้างจมูก คือ ให้ผสมน้ำต้มสุก 500 ซีซี ( ครึ่งลิตร ) กับเกลือ 1 ช้อนชา แล้วเทลงในแก้วจากนั้นดูดด้วยสลิ้งค์ โดยให้ผู้ป่วยก้มหน้ากลั้นหายใจ พร้อมบีบน้ำเข้าไปในรูจมูกช้าๆ แนะอย่าให้ผู้ป่วยแหงนหน้า เพราะจะทำให้สำลักน้ำเกลือ จากนั้นให้ผู้ป่วยสั่งน้ำมูก

ความรุนแรงของโรคแพ้อากาศมีไม่มาก แต่รักษาให้หายขาดยาก หากควบคุมอาการของโรคไม่ดีอาจลุกลามกลายเป็นโรคหอบหืด จนอาจทำให้เสียชีวิต เนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดูได้.
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์





รู้ทันโรค ปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้

เขียนโดย asyik ที่ 22:07 0 ความคิดเห็น
ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 02/03/2010

รู้ทันโรค ปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้

เหตุที่หลายคนเป็นภูมิแพ้ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง ก็เพราะไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิต อย่างการเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ตกแต่งบ้านด้วยพรมหรือวัสดุผ้า รับประทานอาหารจานด่วน ไม่ออกกำลังกาย
รู้ทันโรค ปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้
บ่อยครั้งคุณผู้อ่านคงได้รับรู้ว่าคนรอบข้างป่วยเพราะ โรคภูมิแพ้ หรือไม่ก็เป็นโรคดังกล่าวเสียเอง ไม่ขยันทำความสะอาดบ้าน ...เหล่านี้นำพาปัจจัยเสี่ยงกระตุ้นอาการภูมิแพ้ให้กำเริบขึ้น

เริ่มจาก ไรฝุ่น แมลงตัวจิ๋วมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซุกซ่อนอยู่ตามเครื่องนอน ตุ๊กตา เฟอร์นิเจอร์ผ้า ชอบความอุ่นชื้น ส่วนที่ทำให้เกิดภูมิแพ้นั่นคือโปรตีนจากตัวไรฝุ่น และมูลของไรฝุ่น ซึ่งป้องกันปัจจัยนี้ได้เพียงเลือกใช้ผ้าคลุมเครื่องนอนที่มีช่องว่างระหว่างเส้นใยเล็กมากจนตัวไรฝุ่นไม่สามารถเข้าไปอาศัยหรือปล่อยมูลทิ้งไว้ได้ ทั้งหมั่นซักผ้าปู-หุ้มเครื่องนอนทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิมากกว่า 55 องศาเซลเซียส นานครึ่งชั่วโมง รวมทั้งทำความสะอาดห้องนอน อย่าให้มีฝุ่นและรก ส่วนเครื่องฟอกอากาศสามารถช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นได้ส่วนหนึ่ง

ต่อมาคือ ซากของแมลงสาบ ทั้งหน้าเกลียด ชวนขยะแขยง มักพบตามภาชนะที่มีเศษอาหารเหลืออยู่ ดังนั้นควรรักษาความสะอาดโดยรอบที่พักอาศัย อย่าปล่อยให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ กำจัดเศษอาหารทันทีและปิดฝาถังขยะให้มิดชิด นำไปวางนอกบ้าน

ส่วน สัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่นิยมเลี้ยงดูกันในบ้าน หรือให้ขึ้นมานั่ง นอนด้วยกันนั้น ต้องระวังสารก่อภูมิแพ้ สำหรับแมว มีทั้งรังแค ขน น้ำลาย ซีรั่ม และปัสสาวะ ส่วนสุนัขเกิดได้จากรังแค ขน และน้ำลาย โดยทั้งหมดเป็นอนุภาคเล็ก เคลื่อนที่ได้และล่องลอยไปตามอากาศ อยู่ได้นานถึง 6 เดือน แม้จะย้ายสัตว์ต้นเหตุออกไปแล้ว วิธีรับมือคือต้องทำใจ งดเลี้ยงสัตว์หากเป็นภูมิแพ้ หากเลี่ยงได้ต้องอย่าคลุกคลีมากเกินไป การติดเครื่องกรองอากาศจะช่วยในเรื่องของการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ล่องลอยในอากาศ

ยังมีการแพ้สปอร์ของเชื้อรา โดยเชื้อราในธรรมชาติมีทั้งในบ้าน-นอกบ้าน มักอยู่ในที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือบริเวณที่มีใบไม้ร่วงทับถมกันมาก จึงควรเลี่ยงการนำต้นไม้ใส่กระถางมาปลูกในบ้าน เก็บกวดใบไม้ที่ร่วง ทำความสะอาดห้องน้ำทุกซอกทุกมุมอย่าให้เกิดรา ตู้เย็นก็ต้องไม่ปล่อยให้เหลือน้ำละลายแล้วขังตัวอยู่ รวมหมั่นเปิดห้องรับแสงแดดให้อากาศถ่ายเท

ปัจจัยจากละอองเกสรหญ้าและวัชพืช เป็นอีกสาเหตุที่เกิดจากละอองเกสรเล็กๆ เบา ๆ ปลิวไปตามลม และแพร่กระจายไปได้ไกล แม้จะไม่มีพืชชนิดอยู่อยู่ในบ้านก็หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่พอมีช่องทางป้องกัน โดยในช่วงตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี จัดเป็นช่วงที่มีการกระจายตัวของเกสรมาก เพราะฉะนั้นในระยะเวลาดังกล่าว จึงควรปิดประตูและหน้าต่าง ส่วนบ้านที่มีสนามหญ้าควรหมั่นตัดหญ้าและกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ยังมี อาหารบางชนิด เช่น ไข่ขาว นม แป้งสาลี ถั่ว ถั่วเหลือง อาหารทะเล เหล็กในของผึ้งหรือต่อ รวมทั้งยาบางประเภท และยางพารา ยังเป็นปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้อาการภูมิแพ้กำเริบได้ เพื่อลดอาการไม่ประสงค์ควรออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารดีมีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น.

takecareDD@gmail.com

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Health Magazine จากโรงพยาบาลเวชธานี

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิธีหลีกเลี่ยงรังแค

เขียนโดย asyik ที่ 05:16 0 ความคิดเห็น

วิธีหลีกเลี่ยงรังแค

ใครที่ไม่อยากให้ผมมีรังแค วันนี้เรามีวิธีหลีกเลี่ยงการเกิดของรังแคมาบอก
วิธีหลีกเลี่ยงรังแค


สระผมด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้งและลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค ยังทำให้ผมดูนุ่มสลวย เงางามอีกต่างหาก

หลีกเลี่ยงแสงแดดที่จัด เพราะแสงแดดตัวการสำคัญที่ทำลายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะแห้ง เส้นผมชี้ฟู ขาดน้ำหนัก และไม่เงางาม

นวดบำบัดขจัดรังแค ทุกครั้งที่สระผมควรนวดศีรษะเบา ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังสามารถขจัดเซลล์หนังศีรษะที่ตายให้หลุดลอกได้ง่ายขึ้น

เลือกยาสระผมให้เหมาะสม ควรใช้ยาสระผมที่ช่วยขจัดรังแคอย่างสม่ำเสมอ และควรล้างแชมพูให้สะอาดทุกครั้งหลังสระผม เพื่อขจัดสารเคมีที่ตกค้างบนหนังศีรษะ

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของธาตุสังกะสี วิตามินบี ซี และอี อยู่เสมอ เพื่อใช้ในการบำรุงหนังศีรษะ

ถ้าไม่อยากมีรังแค ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง

เขียนโดย asyik ที่ 05:15 0 ความคิดเห็น

เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง

ผมหน้าม้าของใครที่กำลังเริ่มยาว แล้วดูไม่เป็นทรง วันนี้เรามีวิธีเล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเองมาบอก
เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง


เริ่มจากการมัดผมที่แห้งเป็นหางม้า เพื่อที่จะได้เหลือแค่ผมหน้าม้าที่จะตัด

อย่าพยายามเปลี่ยนสไตล์ของผมหน้าม้าที่มีอยู่ จุดประสงค์ คือ แค่ตัดให้เรียบร้อย

ใช้หวี หวีผมจากด้านในเพื่อไม่ให้แยงตา และขึ้นอยู่กับว่าใช้มือไหนจับกรรไกรว่าต้องตัดจากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขวา

ใช้หวีช้อนผมหน้าม้า ส่วนที่เหลือจะกองอยู่บนสันจมูก อย่าดึงผมให้ตึงเกินไปเพราะตัดแล้วจะสั้นเกิน

ใช้ปลายกรรไกรขลิบปลายผม ทำทีละช่อเล็ก ๆ

เมื่อตัดเสร็จแล้ว เช็คดูว่าตรงหรือยัง

คำแนะนำ ควรใช้กรรไกรคมกริบ และถ้าถนัดขวา ต้องตัดจากขวามาซ้าย ตอนตัดผมหน้าม้าควรจะตัดตอนผมแห้งเท่านั้น

เพียงเท่านี้ก็ได้ผมหน้าม้าที่ดูสวยดังเดิม. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

เขียนโดย asyik ที่ 05:15 0 ความคิดเห็น

ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

เชื่อหรือไม่ว่าการถอนผมหงอกจะทำให้ยิ่งมีผมหงอกเพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามีคำตอบในเรื่องนี้มาฝาก
ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่


ความเชื่อในเรื่องของการถอนผมหงอกแล้วจะยิ่งทำให้ผมหงอกขึ้นจนทั่วศีรษะ ความจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอนก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้นจะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอก จึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น คงจะมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า

การป้องกัน ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย ควรดูแลผมให้ดกดำด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์จากวิตามินบี ,ไบโอติน และสังกะสี เช่น งาดำ, ข้าวกล้อง, ตับหมู, ปลาเนื้อขาว และแครอท เป็นต้น หรือถ้าหงอกมากแล้วไม่สบายใจ ควรเลือกการย้อมผมดำแทนก็ได้

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาดูแลไม่ให้มีผมหงอกก่อนวัยกันจะดีกว่า. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ

เขียนโดย asyik ที่ 06:36 0 ความคิดเห็น

กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ

หากต้องนั่งทำงานจมเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา
กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ
หากผู้อ่านจะต้องนั่งทำงานจมเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา

ผลร้ายที่ตามมามีมากขนาดนี้ คงต้องเรียนรู้วิธีกายบริหารง่าย ๆ ทำได้ที่หน้าคอมพิวเตอร์กันหน่อย

เริ่มจากท่ายืดแขน เพียงประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน หงายฝ่ามือขึ้นฟ้า ยืดแขนตั้งเหนือศีรษะ หลังตรง และเอียงลำตัวไปทางซ้าย ค้างไว้ 2 วินาที ก่อนสลับไปทางขวา ค้างไว้เช่นเดียวกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

ต่อด้วยท่าเอียงคอ ก้มศีรษะลง 2 วินาที แล้วเงยศีรษะขึ้นด้านบนอีก 2 วินาที ก่อนเอียงศีรษะไปทางซ้าย และทางขวา ค้างไว้ด้านละ 2 วินาที ทำสลับไปมา 2 รอบ

เปลี่ยนเป็นท่าหมุนไหล่ วางแขนเหยียดตรงข้างลำตัว ยกไหล่สองข้างขึ้น หมุนไปด้านหลัง ก่อนปล่อยลง ทำซ้ำในทิศทางตรงกันข้าม ทำสลับไปมา 2 รอบ

ไม่รอช้าทำท่าเอียงข้าง เพียงห้อยแขนไว้ข้างลำตัว เอียงไหล่ และลำตัว ซ้าย-ขวา สลับกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

จากนั้นทำท่างอข้อเท้า ให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นแล้วเหยียดตรง เหยียดข้อเท้าให้ปลายเท้าชี้ออกไปข้างหน้า งอปลายเท้ากลับท่าเดิม แล้วเปลี่ยนข้าง ทำสลับไปมา 2 รอบ

หันมาทำท่างอมือ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดตรงไปด้านหน้า งอข้อมือขึ้นตั้งฉากกับท่อนแขน แล้วเหยียดลงเช่นเดิม เปลี่ยน ทำสลับไปมา 2 รอบ

สุดท้าย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา ด้วยการใช้ฝ่ามือปิดตา พร้อมกับหลับตาลง สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ 8-10 ครั้ง เลื่อนฝ่ามือลง แล้วเปิดตา จากนั้นให้กระพริบตาถี่ ๆ

เมื่อรู้วิธีกายบริหารง่าย ๆ อย่างนี้แล้ว ลองเจียดเวลาเพียงนิด ยืดเส้น ยืดสาย คลายเมื่อยระหว่างการทำงาน 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

เขียนโดย asyik ที่ 06:35 0 ความคิดเห็น

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

ท่าบริหารกระชับทรวงอก ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน
5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ
ยืดเส้น ยืดสาย วันนี้มีท่าบริหารกระชับทรวงอก ซึ่งคุณทิพวรรณ ประเสริฐอดิศร ผู้จัดการฝึกอบรมผลิตภัณฑ์ 'คลาแร็งส์' แนะนำไว้ในงานเวิร์กช็อปดูแลทรวงอก เอาใจคุณผู้หญิงที่ไม่อยากให้อกหย่อนยานก่อนวัยอันควร

ท่าแรกเริ่มด้วยการกอดอก ตั้งฝ่ามือทั้งสองข้างและออกแรงดันต้านช่วงต้นแขนค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ถัดมาเป็นท่าที่ง่ายสุด ๆ เพียงแค่ฉีกยิ้มพร้อมกับยิงฟัน เห็นง่ายอย่างนั้นแต่ก็เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคางลงไปจนถึงช่วงแผงอก

ท่าที่สามให้หยิบสมุดมาสักเล่ม ใช้ท่อนแขนหนีบติดช่วงข้างลำตัวค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำท่านี้ 10 ครั้ง

เปลี่ยนสู่ท่าประนมมือ ให้ปลายนิ้วอยู่ในระดับจมูก แล้วออกแรงดันฝ่ามือเข้าหากันค้างไว้นาน 10 วินาที ทำให้ได้สัก 5 - 10 ครั้ง

ท่าปิดท้าย ประสานฝ่ามือแบบทวิส หรือหมุนฝ่ามือข้างหนึ่งให้ปลายนิ้วตรงกับตำแหน่งข้อมืออีกข้าง แล้วออกแรงดันเข้าหากัน ค้างไว้ราว 5 - 10 วินาที ทำไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ครั้ง

ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน แต่ถ้าจะให้ดีควรใส่บราหรือเสื้อชั้นในพอกระชับไม่คับไม่หย่อนเกินไป เลี่ยงการใส่บราแบบบล็อก มีร่องห่างมาก ช่วงฐานของทรงเต้าควรเหมาะสมกับขนาดที่แท้จริง เพราะถ้าฐานเต้าใหญ่แต่เลือกใส่บราฐานแคบจะรัดอกและเกิดความอับชื้นจากเหยื่อ ส่งผลให้เนื้อเต้านมเหลว และสวมบราแบบสปอร์ตทุกครั้งที่เล่นกีฬา.

takecareDD@gmail.com 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด

เขียนโดย asyik ที่ 06:34 0 ความคิดเห็น

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด

อาการปวดเมื่อยบริเวณคอ มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ คน โดยอาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการทำงาน
บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด
เช่น นั่งหลังค่อมหดลำคอจ้องจอคอมพิวเตอร์ ก้มหน้าอ่านหนังสือเป็นเวลานาน หรือการเอียงคอเพื่อให้ศีรษะหนีบโทรศัพท์แทนการถือด้วยมือ

พฤติกรรมดังกล่าว หากทำบ่อย ๆ จะส่งเสียต่อกล้ามเนื้อบริเวณคอ และเกิดอาการปวดเมื่อย คุณผู้อ่านจึงควร ลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว และหันมาบริหารคอ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณคอ ตามคำแนะนำต่อไปนี้...

ยืดเหยียดคอ
  • ตั้งคอตรง และเอียงคอลงไปทางซ้ายสลับขวา 

  • หันคอไปทางด้านซ้ายสลับขวา 

  • ตั้งคอตรง เงยหน้าเอียงคอไปข้างหลัง กลับมาตั้งคอตรง และก้มหน้า เอียงศีรษะลงพื้น


  • เสริมความแข็งแรงของคอ
  • ตั้งคอตรง ใช้ฝ่ามือข้างใดข้างใดข้างหนึ่ง วางที่หน้าผาก ก้มศีรษะไปด้านหน้า โดยให้ฝ่ามือดังกล่าวเป็นตัวต้าน เสริมความแข็งแรงให้คอด้านหน้า

  • เสริมความแข็งแรงของคอด้านหลัง ด้วยการประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ด้านหลังศีรษะ เงยหน้ากดศีรษะไปด้านหลัง ให้มือทั้งสองออกแรงต้าน 

  • ตั้งคอตรง วางฝ่ามือเหนือใบหู เอนคอไปด้านข้าง ให้ฝ่ามือช่วยต้าน แล้วสลับทำอีกด้าน เพื่อเสริมความแข็งแรงคำด้านข้าง 

  • และเสริมความแข็งแรงให้กับคอด้านข้างในลักษณะหัน ด้วยการวางฝ่ามือที่แก้มใกล้ใบหู ออกแรงหันหน้าต้านฝ่ามือ ทำสลับอีกด้าน

  • ข้อควรรู้

    การบริหารคอในท่าต่าง ๆ ข้างต้น ควรทำค้างแต่ละท่าราว 20 วินาที และไม่บริหารคอด้วยความรุนแรง เพราะอาจเกิดอาการบาดเจ็บได้ 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

    เขียนโดย asyik ที่ 06:33 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

    วิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดที่แตกต่าง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ ไม่ทำให้ร้ายกล้ามเนื้อเพราะการออกกำลังกายอย่างหักโหม
    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด
    วันนี้ ยืดเส้นยืดสาย เตรียม

    เริ่มจากเลือดกรุ๊ปเอ ควรออกกำลังกายแบบช้า ๆ ออกแรงไม่มาก เช่น โยคะ ไท้เก๊ก ชี่กง เพราะมีโครงกระดูกเล็ก หักง่าย สืบเนื่องจากอาหารที่เหมาะสมของคนเลือดกรุ๊ปเอ คือ อาหารประเภทมังสวิรัติ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย

    ส่วนเลือดกรุ๊ปบี ที่รับประทานอาหารทั้งผักทั้งเนื้อสัตว์ได้ในสัดส่วนที่เท่ากัน จึงมีความว่องไว ให้ออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่หักโหมหรือเชื่องช้าเกินไป เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ กอล์ฟ ปิงปอง

    สำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี เปรียบเสมือนส่วนผสมของกรุ๊ปเอและบี ให้สังเกตตนเองว่ามักเลือกรับประทานอาหารของกรุ๊ปเอ หรือกรุ๊ปบีมากกว่ากัน เมื่อทราบแล้วก็ให้ออกกำลังกายตามลักษณะของเลือดกรุ๊ปนั้น แต่ก็ควรเพิ่มการออกกำลังกายในแบบที่เหมาะกับเลือดอีกกรุ๊ปด้วย เช่น มักรับประทานผักและผลไม้อย่างคนเลือดกรุ๊ปเอ ก็ให้ออกกำลังกายแบบช้า ๆ เป็นหลัก และเสริมด้วยการออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปบีบ้าง

    ขณะที่คนเลือดกรุ๊ปโอ เหมาะสมกับการออกกำลังกายชนิดที่ต้องออกแรงมาก เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่งทางไกล ชกมวย เนื่องจากสภาพร่างกายสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงและผักได้ในปริมาณมาก ทำให้มีโครงกระดูกที่แข็งแรง กล้ามเนื้อกระชับแน่น

    ไม่ว่าคุณจะมีเลือดอยู่ในกรุ๊ปใด ต้องไม่ลืมการเดินเร็ว 10 นาที หลังจากออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือดทุกครั้ง นอกจากนี้ยังควรออกมายืดเส้นยืดสายเคลื่อนไหวร่างกายให้ผิวหนังถูกแสงแดดราว 20 - 30 นาที ในช่วงเวลา 11.00 - 14.00 น. เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีรังสียูวีในระดับเข้มข้น ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพื่อช่วยลำเลียงแคลเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังกระดูก โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง หากไม่ได้ออกมารับแสงแดดด้วยการนอนอาบแดดอยู่เฉย ๆ กับที่ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง.

    takecareDD@gmail.com 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

    เขียนโดย asyik ที่ 06:32 0 ความคิดเห็น

    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

    เมื่อรู้สึกปวดหลัง วิธีบำบัดเบื้องต้นที่ไม่ควรมองข้าม คือ การบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง
    ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของคุณเอง ก่อนที่จะหันไปรับประทานยาแก้ปวด หรือพบแพทย์เพื่อรักษา

    เริ่มจากการนอนหงาย งอเข่าขึ้นตั้งฉาก แขนทั้งสองข้างวางแนบกับพื้น หายใจเข้าและออกลึก ๆ 5-10 ครั้ง จากนั้นดึงเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาชิดหน้าอก ค้างไว้ 5 วินาที ทำสลับกับขาอีกข้าง จนครบ 10 ครั้ง แล้วดึงเข่าทั้งสองข้างให้ชิดหน้าอกพร้อมกัน ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง ต่อด้วยการเอียงเข่าท้องสองข้างไปทางด้านซ้ายเพื่อบิดสะโพก ค้างไว้ 5 วินาที สลับกับข้างขวา ทำจนครบ 10 ครั้ง

    ยังอยู่ในท่านอนหงาย โดยยกขาขึ้นข้างหนึ่งแล้วเกร็งขายกค้างไว้ 5 วินาที เอาขาลงแล้วยกขาอีกข้างทำสลับกันไป 10 ครั้ง แล้วกลับสู่ท่านอนหงาย ชันเข่าขึ้นตั้งฉาก แอ่นหลังแล้วเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที (ซึ่งช่วงก้นยังต้องติดพื้น) ผ่อนลงช้า ๆ จนหลังแนบพื้นนาน 5 วินาที จึงแอ่นหลังขึ้นมาใหม่ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง

    ส่วนการยืดกล้ามเนื้อช่วงสะโพกและเชิงกราน ก็ให้นอนหงาย งอเข่าตั้งฉาก แล้วยกหลังและสะโพกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุด เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดระดับลงจนหลังและสะโพกแนบพื้น ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง

    ต่อด้วยการนอนหงาย ชันเข่าตั้งฉาก ยกศีรษะขึ้นพร้อมกับเกร็งหน้าท้อง แล้วใช้มือแตะที่เข่า ค้างไว้ 5 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำจนครบ 10 ครั้ง

    ยังมีท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังโดยตรง เริ่มจากคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น จากนั้นจึงแอ่นหลังพร้อมกับเงยหน้าขึ้นค้างนาน 5 วินาที ทำสลับกับการโก่งหลังและก้มคอลงจนครบ 10 ครั้ง

    สเต๊ปต่อมายังอยู่ในท่าคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น แต่ให้เหยียดยืดขาข้างหนึ่งไปด้านหลัง เกร็งค้าง 5 วินาที ทำสลับกับอีกข้างจนครบ 10 ครั้ง ทั้งนี้สามารถเพิ่มการยืดเหยียดที่แขน ขณะยืดขาไปด้านหลังให้ยกแขนข้างตรงกันข้ามขึ้นสูงค้างไว้แล้วยกลงพร้อมกับขา

    เปลี่ยนเป็นการนอนคว่ำ ช่วงเขาแนบติดพื้น แล้วแอ่นหลังขึ้นจากพื้นนับ 5 วินาที ผ่อนลงนอนราบท่าเดิม จนครบ 10 ครั้ง จากนั้นยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นให้มากที่สุดค้าง 5 วินาที สลับกับขาอีกค้างให้ครบ 10 ครั้ง สุดท้ายในท่านอนคว่ำหน้า ให้ยกศีรษะพร้อมช่วงอกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุดค้างไว้นาน 5 วินาที 10 ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม การบริหารกล้ามเนื้อตามสเต๊ปข้างต้น ไม่ควรทำอย่างรีบร้อนและรุนแรง หากอาการปวดกลับเพิ่มมากขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์.

    takecareDD@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
     

    Ana Copyright © 2010 Designed by Ipietoon Blogger Template Sponsored by Online Shop Vector by Artshare