วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

วิธีปฏิบัติเมื่อแพ้อากาศ

เขียนโดย asyik ที่ 22:11 0 ความคิดเห็น

วิธีปฏิบัติเมื่อแพ้อากาศ

หากโรคแพ้อากาศกำเริบจะทำอย่างไร วันนี้เรามีวิธีปฏิบัติมาแนะนำ
วิธีปฏิบัติเมื่อแพ้อากาศ

โรคแพ้อากาศหรือโรคภูมิแพ้จมูก เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา คันหู หูอื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ฝุ่น ละอองเกสรของพืช ไรฝุ่น และขน

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคแพ้อากาศ ให้หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ตัวไร ในฝุ่น เชื้อราในอากาศ แมลงสาบ ยุง แมลงวัน และมด โดยห้องนอน ต้องจัดให้มีของอยู่น้อยที่สุด เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด ส่วนหมอนต้องนำมาตากแดดบ่อยๆ และควรนำเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีขน เช่น แมว สุนัข ไว้ภายนอกบ้าน ที่สำคัญคือ พยายามหลีกเลี่ยงละอองเกสรหญ้า วัชพืช และดอกไม้ทุกชนิด

ระวังสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดดื่มเหล้า งดสูบบุหรี่ และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ส่วนทางด้านจิตใจระวังอย่าให้เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป

ควรล้างจมูกอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำเกลือ เนื่องจากสามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในจมูกได้วิธีการล้างจมูก คือ ให้ผสมน้ำต้มสุก 500 ซีซี ( ครึ่งลิตร ) กับเกลือ 1 ช้อนชา แล้วเทลงในแก้วจากนั้นดูดด้วยสลิ้งค์ โดยให้ผู้ป่วยก้มหน้ากลั้นหายใจ พร้อมบีบน้ำเข้าไปในรูจมูกช้าๆ แนะอย่าให้ผู้ป่วยแหงนหน้า เพราะจะทำให้สำลักน้ำเกลือ จากนั้นให้ผู้ป่วยสั่งน้ำมูก

ความรุนแรงของโรคแพ้อากาศมีไม่มาก แต่รักษาให้หายขาดยาก หากควบคุมอาการของโรคไม่ดีอาจลุกลามกลายเป็นโรคหอบหืด จนอาจทำให้เสียชีวิต เนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดูได้.
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์





รู้ทันโรค ปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้

เขียนโดย asyik ที่ 22:07 0 ความคิดเห็น
ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 02/03/2010

รู้ทันโรค ปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้

เหตุที่หลายคนเป็นภูมิแพ้ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง ก็เพราะไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิต อย่างการเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ตกแต่งบ้านด้วยพรมหรือวัสดุผ้า รับประทานอาหารจานด่วน ไม่ออกกำลังกาย
รู้ทันโรค ปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้
บ่อยครั้งคุณผู้อ่านคงได้รับรู้ว่าคนรอบข้างป่วยเพราะ โรคภูมิแพ้ หรือไม่ก็เป็นโรคดังกล่าวเสียเอง ไม่ขยันทำความสะอาดบ้าน ...เหล่านี้นำพาปัจจัยเสี่ยงกระตุ้นอาการภูมิแพ้ให้กำเริบขึ้น

เริ่มจาก ไรฝุ่น แมลงตัวจิ๋วมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซุกซ่อนอยู่ตามเครื่องนอน ตุ๊กตา เฟอร์นิเจอร์ผ้า ชอบความอุ่นชื้น ส่วนที่ทำให้เกิดภูมิแพ้นั่นคือโปรตีนจากตัวไรฝุ่น และมูลของไรฝุ่น ซึ่งป้องกันปัจจัยนี้ได้เพียงเลือกใช้ผ้าคลุมเครื่องนอนที่มีช่องว่างระหว่างเส้นใยเล็กมากจนตัวไรฝุ่นไม่สามารถเข้าไปอาศัยหรือปล่อยมูลทิ้งไว้ได้ ทั้งหมั่นซักผ้าปู-หุ้มเครื่องนอนทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิมากกว่า 55 องศาเซลเซียส นานครึ่งชั่วโมง รวมทั้งทำความสะอาดห้องนอน อย่าให้มีฝุ่นและรก ส่วนเครื่องฟอกอากาศสามารถช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นได้ส่วนหนึ่ง

ต่อมาคือ ซากของแมลงสาบ ทั้งหน้าเกลียด ชวนขยะแขยง มักพบตามภาชนะที่มีเศษอาหารเหลืออยู่ ดังนั้นควรรักษาความสะอาดโดยรอบที่พักอาศัย อย่าปล่อยให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ กำจัดเศษอาหารทันทีและปิดฝาถังขยะให้มิดชิด นำไปวางนอกบ้าน

ส่วน สัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่นิยมเลี้ยงดูกันในบ้าน หรือให้ขึ้นมานั่ง นอนด้วยกันนั้น ต้องระวังสารก่อภูมิแพ้ สำหรับแมว มีทั้งรังแค ขน น้ำลาย ซีรั่ม และปัสสาวะ ส่วนสุนัขเกิดได้จากรังแค ขน และน้ำลาย โดยทั้งหมดเป็นอนุภาคเล็ก เคลื่อนที่ได้และล่องลอยไปตามอากาศ อยู่ได้นานถึง 6 เดือน แม้จะย้ายสัตว์ต้นเหตุออกไปแล้ว วิธีรับมือคือต้องทำใจ งดเลี้ยงสัตว์หากเป็นภูมิแพ้ หากเลี่ยงได้ต้องอย่าคลุกคลีมากเกินไป การติดเครื่องกรองอากาศจะช่วยในเรื่องของการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ล่องลอยในอากาศ

ยังมีการแพ้สปอร์ของเชื้อรา โดยเชื้อราในธรรมชาติมีทั้งในบ้าน-นอกบ้าน มักอยู่ในที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือบริเวณที่มีใบไม้ร่วงทับถมกันมาก จึงควรเลี่ยงการนำต้นไม้ใส่กระถางมาปลูกในบ้าน เก็บกวดใบไม้ที่ร่วง ทำความสะอาดห้องน้ำทุกซอกทุกมุมอย่าให้เกิดรา ตู้เย็นก็ต้องไม่ปล่อยให้เหลือน้ำละลายแล้วขังตัวอยู่ รวมหมั่นเปิดห้องรับแสงแดดให้อากาศถ่ายเท

ปัจจัยจากละอองเกสรหญ้าและวัชพืช เป็นอีกสาเหตุที่เกิดจากละอองเกสรเล็กๆ เบา ๆ ปลิวไปตามลม และแพร่กระจายไปได้ไกล แม้จะไม่มีพืชชนิดอยู่อยู่ในบ้านก็หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่พอมีช่องทางป้องกัน โดยในช่วงตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี จัดเป็นช่วงที่มีการกระจายตัวของเกสรมาก เพราะฉะนั้นในระยะเวลาดังกล่าว จึงควรปิดประตูและหน้าต่าง ส่วนบ้านที่มีสนามหญ้าควรหมั่นตัดหญ้าและกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ยังมี อาหารบางชนิด เช่น ไข่ขาว นม แป้งสาลี ถั่ว ถั่วเหลือง อาหารทะเล เหล็กในของผึ้งหรือต่อ รวมทั้งยาบางประเภท และยางพารา ยังเป็นปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้อาการภูมิแพ้กำเริบได้ เพื่อลดอาการไม่ประสงค์ควรออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารดีมีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น.

takecareDD@gmail.com

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Health Magazine จากโรงพยาบาลเวชธานี

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิธีหลีกเลี่ยงรังแค

เขียนโดย asyik ที่ 05:16 0 ความคิดเห็น

วิธีหลีกเลี่ยงรังแค

ใครที่ไม่อยากให้ผมมีรังแค วันนี้เรามีวิธีหลีกเลี่ยงการเกิดของรังแคมาบอก
วิธีหลีกเลี่ยงรังแค


สระผมด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้งและลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค ยังทำให้ผมดูนุ่มสลวย เงางามอีกต่างหาก

หลีกเลี่ยงแสงแดดที่จัด เพราะแสงแดดตัวการสำคัญที่ทำลายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะแห้ง เส้นผมชี้ฟู ขาดน้ำหนัก และไม่เงางาม

นวดบำบัดขจัดรังแค ทุกครั้งที่สระผมควรนวดศีรษะเบา ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังสามารถขจัดเซลล์หนังศีรษะที่ตายให้หลุดลอกได้ง่ายขึ้น

เลือกยาสระผมให้เหมาะสม ควรใช้ยาสระผมที่ช่วยขจัดรังแคอย่างสม่ำเสมอ และควรล้างแชมพูให้สะอาดทุกครั้งหลังสระผม เพื่อขจัดสารเคมีที่ตกค้างบนหนังศีรษะ

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของธาตุสังกะสี วิตามินบี ซี และอี อยู่เสมอ เพื่อใช้ในการบำรุงหนังศีรษะ

ถ้าไม่อยากมีรังแค ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง

เขียนโดย asyik ที่ 05:15 0 ความคิดเห็น

เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง

ผมหน้าม้าของใครที่กำลังเริ่มยาว แล้วดูไม่เป็นทรง วันนี้เรามีวิธีเล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเองมาบอก
เล็มผมหน้าม้าด้วยตัวเอง


เริ่มจากการมัดผมที่แห้งเป็นหางม้า เพื่อที่จะได้เหลือแค่ผมหน้าม้าที่จะตัด

อย่าพยายามเปลี่ยนสไตล์ของผมหน้าม้าที่มีอยู่ จุดประสงค์ คือ แค่ตัดให้เรียบร้อย

ใช้หวี หวีผมจากด้านในเพื่อไม่ให้แยงตา และขึ้นอยู่กับว่าใช้มือไหนจับกรรไกรว่าต้องตัดจากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขวา

ใช้หวีช้อนผมหน้าม้า ส่วนที่เหลือจะกองอยู่บนสันจมูก อย่าดึงผมให้ตึงเกินไปเพราะตัดแล้วจะสั้นเกิน

ใช้ปลายกรรไกรขลิบปลายผม ทำทีละช่อเล็ก ๆ

เมื่อตัดเสร็จแล้ว เช็คดูว่าตรงหรือยัง

คำแนะนำ ควรใช้กรรไกรคมกริบ และถ้าถนัดขวา ต้องตัดจากขวามาซ้าย ตอนตัดผมหน้าม้าควรจะตัดตอนผมแห้งเท่านั้น

เพียงเท่านี้ก็ได้ผมหน้าม้าที่ดูสวยดังเดิม. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

เขียนโดย asyik ที่ 05:15 0 ความคิดเห็น

ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

เชื่อหรือไม่ว่าการถอนผมหงอกจะทำให้ยิ่งมีผมหงอกเพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามีคำตอบในเรื่องนี้มาฝาก
ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่


ความเชื่อในเรื่องของการถอนผมหงอกแล้วจะยิ่งทำให้ผมหงอกขึ้นจนทั่วศีรษะ ความจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอนก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้นจะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอก จึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น คงจะมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า

การป้องกัน ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย ควรดูแลผมให้ดกดำด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์จากวิตามินบี ,ไบโอติน และสังกะสี เช่น งาดำ, ข้าวกล้อง, ตับหมู, ปลาเนื้อขาว และแครอท เป็นต้น หรือถ้าหงอกมากแล้วไม่สบายใจ ควรเลือกการย้อมผมดำแทนก็ได้

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาดูแลไม่ให้มีผมหงอกก่อนวัยกันจะดีกว่า. 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ

เขียนโดย asyik ที่ 06:36 0 ความคิดเห็น

กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ

หากต้องนั่งทำงานจมเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา
กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ
หากผู้อ่านจะต้องนั่งทำงานจมเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา

ผลร้ายที่ตามมามีมากขนาดนี้ คงต้องเรียนรู้วิธีกายบริหารง่าย ๆ ทำได้ที่หน้าคอมพิวเตอร์กันหน่อย

เริ่มจากท่ายืดแขน เพียงประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน หงายฝ่ามือขึ้นฟ้า ยืดแขนตั้งเหนือศีรษะ หลังตรง และเอียงลำตัวไปทางซ้าย ค้างไว้ 2 วินาที ก่อนสลับไปทางขวา ค้างไว้เช่นเดียวกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

ต่อด้วยท่าเอียงคอ ก้มศีรษะลง 2 วินาที แล้วเงยศีรษะขึ้นด้านบนอีก 2 วินาที ก่อนเอียงศีรษะไปทางซ้าย และทางขวา ค้างไว้ด้านละ 2 วินาที ทำสลับไปมา 2 รอบ

เปลี่ยนเป็นท่าหมุนไหล่ วางแขนเหยียดตรงข้างลำตัว ยกไหล่สองข้างขึ้น หมุนไปด้านหลัง ก่อนปล่อยลง ทำซ้ำในทิศทางตรงกันข้าม ทำสลับไปมา 2 รอบ

ไม่รอช้าทำท่าเอียงข้าง เพียงห้อยแขนไว้ข้างลำตัว เอียงไหล่ และลำตัว ซ้าย-ขวา สลับกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

จากนั้นทำท่างอข้อเท้า ให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นแล้วเหยียดตรง เหยียดข้อเท้าให้ปลายเท้าชี้ออกไปข้างหน้า งอปลายเท้ากลับท่าเดิม แล้วเปลี่ยนข้าง ทำสลับไปมา 2 รอบ

หันมาทำท่างอมือ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดตรงไปด้านหน้า งอข้อมือขึ้นตั้งฉากกับท่อนแขน แล้วเหยียดลงเช่นเดิม เปลี่ยน ทำสลับไปมา 2 รอบ

สุดท้าย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา ด้วยการใช้ฝ่ามือปิดตา พร้อมกับหลับตาลง สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ 8-10 ครั้ง เลื่อนฝ่ามือลง แล้วเปิดตา จากนั้นให้กระพริบตาถี่ ๆ

เมื่อรู้วิธีกายบริหารง่าย ๆ อย่างนี้แล้ว ลองเจียดเวลาเพียงนิด ยืดเส้น ยืดสาย คลายเมื่อยระหว่างการทำงาน 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

เขียนโดย asyik ที่ 06:35 0 ความคิดเห็น

5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ

ท่าบริหารกระชับทรวงอก ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน
5 ท่า บริหาร อก ตึงกระชับ
ยืดเส้น ยืดสาย วันนี้มีท่าบริหารกระชับทรวงอก ซึ่งคุณทิพวรรณ ประเสริฐอดิศร ผู้จัดการฝึกอบรมผลิตภัณฑ์ 'คลาแร็งส์' แนะนำไว้ในงานเวิร์กช็อปดูแลทรวงอก เอาใจคุณผู้หญิงที่ไม่อยากให้อกหย่อนยานก่อนวัยอันควร

ท่าแรกเริ่มด้วยการกอดอก ตั้งฝ่ามือทั้งสองข้างและออกแรงดันต้านช่วงต้นแขนค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ถัดมาเป็นท่าที่ง่ายสุด ๆ เพียงแค่ฉีกยิ้มพร้อมกับยิงฟัน เห็นง่ายอย่างนั้นแต่ก็เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคางลงไปจนถึงช่วงแผงอก

ท่าที่สามให้หยิบสมุดมาสักเล่ม ใช้ท่อนแขนหนีบติดช่วงข้างลำตัวค้างไว้นาน 5 นาที ทำซ้ำท่านี้ 10 ครั้ง

เปลี่ยนสู่ท่าประนมมือ ให้ปลายนิ้วอยู่ในระดับจมูก แล้วออกแรงดันฝ่ามือเข้าหากันค้างไว้นาน 10 วินาที ทำให้ได้สัก 5 - 10 ครั้ง

ท่าปิดท้าย ประสานฝ่ามือแบบทวิส หรือหมุนฝ่ามือข้างหนึ่งให้ปลายนิ้วตรงกับตำแหน่งข้อมืออีกข้าง แล้วออกแรงดันเข้าหากัน ค้างไว้ราว 5 - 10 วินาที ทำไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ครั้ง

ทำบ่อย ๆ รับรองช่วยยืดอายุความเต่งตึงให้อยู่กับอกคู่สวยไปได้อีกนาน แต่ถ้าจะให้ดีควรใส่บราหรือเสื้อชั้นในพอกระชับไม่คับไม่หย่อนเกินไป เลี่ยงการใส่บราแบบบล็อก มีร่องห่างมาก ช่วงฐานของทรงเต้าควรเหมาะสมกับขนาดที่แท้จริง เพราะถ้าฐานเต้าใหญ่แต่เลือกใส่บราฐานแคบจะรัดอกและเกิดความอับชื้นจากเหยื่อ ส่งผลให้เนื้อเต้านมเหลว และสวมบราแบบสปอร์ตทุกครั้งที่เล่นกีฬา.

takecareDD@gmail.com 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด

เขียนโดย asyik ที่ 06:34 0 ความคิดเห็น

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด

อาการปวดเมื่อยบริเวณคอ มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ คน โดยอาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการทำงาน
บริหารคอ เพิ่มพลัง บรรเทาปวด
เช่น นั่งหลังค่อมหดลำคอจ้องจอคอมพิวเตอร์ ก้มหน้าอ่านหนังสือเป็นเวลานาน หรือการเอียงคอเพื่อให้ศีรษะหนีบโทรศัพท์แทนการถือด้วยมือ

พฤติกรรมดังกล่าว หากทำบ่อย ๆ จะส่งเสียต่อกล้ามเนื้อบริเวณคอ และเกิดอาการปวดเมื่อย คุณผู้อ่านจึงควร ลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว และหันมาบริหารคอ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณคอ ตามคำแนะนำต่อไปนี้...

ยืดเหยียดคอ
  • ตั้งคอตรง และเอียงคอลงไปทางซ้ายสลับขวา 

  • หันคอไปทางด้านซ้ายสลับขวา 

  • ตั้งคอตรง เงยหน้าเอียงคอไปข้างหลัง กลับมาตั้งคอตรง และก้มหน้า เอียงศีรษะลงพื้น


  • เสริมความแข็งแรงของคอ
  • ตั้งคอตรง ใช้ฝ่ามือข้างใดข้างใดข้างหนึ่ง วางที่หน้าผาก ก้มศีรษะไปด้านหน้า โดยให้ฝ่ามือดังกล่าวเป็นตัวต้าน เสริมความแข็งแรงให้คอด้านหน้า

  • เสริมความแข็งแรงของคอด้านหลัง ด้วยการประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ด้านหลังศีรษะ เงยหน้ากดศีรษะไปด้านหลัง ให้มือทั้งสองออกแรงต้าน 

  • ตั้งคอตรง วางฝ่ามือเหนือใบหู เอนคอไปด้านข้าง ให้ฝ่ามือช่วยต้าน แล้วสลับทำอีกด้าน เพื่อเสริมความแข็งแรงคำด้านข้าง 

  • และเสริมความแข็งแรงให้กับคอด้านข้างในลักษณะหัน ด้วยการวางฝ่ามือที่แก้มใกล้ใบหู ออกแรงหันหน้าต้านฝ่ามือ ทำสลับอีกด้าน

  • ข้อควรรู้

    การบริหารคอในท่าต่าง ๆ ข้างต้น ควรทำค้างแต่ละท่าราว 20 วินาที และไม่บริหารคอด้วยความรุนแรง เพราะอาจเกิดอาการบาดเจ็บได้ 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

    เขียนโดย asyik ที่ 06:33 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด

    วิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดที่แตกต่าง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ ไม่ทำให้ร้ายกล้ามเนื้อเพราะการออกกำลังกายอย่างหักโหม
    ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด
    วันนี้ ยืดเส้นยืดสาย เตรียม

    เริ่มจากเลือดกรุ๊ปเอ ควรออกกำลังกายแบบช้า ๆ ออกแรงไม่มาก เช่น โยคะ ไท้เก๊ก ชี่กง เพราะมีโครงกระดูกเล็ก หักง่าย สืบเนื่องจากอาหารที่เหมาะสมของคนเลือดกรุ๊ปเอ คือ อาหารประเภทมังสวิรัติ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย

    ส่วนเลือดกรุ๊ปบี ที่รับประทานอาหารทั้งผักทั้งเนื้อสัตว์ได้ในสัดส่วนที่เท่ากัน จึงมีความว่องไว ให้ออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่หักโหมหรือเชื่องช้าเกินไป เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ กอล์ฟ ปิงปอง

    สำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี เปรียบเสมือนส่วนผสมของกรุ๊ปเอและบี ให้สังเกตตนเองว่ามักเลือกรับประทานอาหารของกรุ๊ปเอ หรือกรุ๊ปบีมากกว่ากัน เมื่อทราบแล้วก็ให้ออกกำลังกายตามลักษณะของเลือดกรุ๊ปนั้น แต่ก็ควรเพิ่มการออกกำลังกายในแบบที่เหมาะกับเลือดอีกกรุ๊ปด้วย เช่น มักรับประทานผักและผลไม้อย่างคนเลือดกรุ๊ปเอ ก็ให้ออกกำลังกายแบบช้า ๆ เป็นหลัก และเสริมด้วยการออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปบีบ้าง

    ขณะที่คนเลือดกรุ๊ปโอ เหมาะสมกับการออกกำลังกายชนิดที่ต้องออกแรงมาก เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่งทางไกล ชกมวย เนื่องจากสภาพร่างกายสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงและผักได้ในปริมาณมาก ทำให้มีโครงกระดูกที่แข็งแรง กล้ามเนื้อกระชับแน่น

    ไม่ว่าคุณจะมีเลือดอยู่ในกรุ๊ปใด ต้องไม่ลืมการเดินเร็ว 10 นาที หลังจากออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือดทุกครั้ง นอกจากนี้ยังควรออกมายืดเส้นยืดสายเคลื่อนไหวร่างกายให้ผิวหนังถูกแสงแดดราว 20 - 30 นาที ในช่วงเวลา 11.00 - 14.00 น. เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีรังสียูวีในระดับเข้มข้น ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพื่อช่วยลำเลียงแคลเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังกระดูก โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง หากไม่ได้ออกมารับแสงแดดด้วยการนอนอาบแดดอยู่เฉย ๆ กับที่ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง.

    takecareDD@gmail.com 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

    เขียนโดย asyik ที่ 06:32 0 ความคิดเห็น

    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

    เมื่อรู้สึกปวดหลัง วิธีบำบัดเบื้องต้นที่ไม่ควรมองข้าม คือ การบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
    ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง
    ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของคุณเอง ก่อนที่จะหันไปรับประทานยาแก้ปวด หรือพบแพทย์เพื่อรักษา

    เริ่มจากการนอนหงาย งอเข่าขึ้นตั้งฉาก แขนทั้งสองข้างวางแนบกับพื้น หายใจเข้าและออกลึก ๆ 5-10 ครั้ง จากนั้นดึงเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาชิดหน้าอก ค้างไว้ 5 วินาที ทำสลับกับขาอีกข้าง จนครบ 10 ครั้ง แล้วดึงเข่าทั้งสองข้างให้ชิดหน้าอกพร้อมกัน ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง ต่อด้วยการเอียงเข่าท้องสองข้างไปทางด้านซ้ายเพื่อบิดสะโพก ค้างไว้ 5 วินาที สลับกับข้างขวา ทำจนครบ 10 ครั้ง

    ยังอยู่ในท่านอนหงาย โดยยกขาขึ้นข้างหนึ่งแล้วเกร็งขายกค้างไว้ 5 วินาที เอาขาลงแล้วยกขาอีกข้างทำสลับกันไป 10 ครั้ง แล้วกลับสู่ท่านอนหงาย ชันเข่าขึ้นตั้งฉาก แอ่นหลังแล้วเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที (ซึ่งช่วงก้นยังต้องติดพื้น) ผ่อนลงช้า ๆ จนหลังแนบพื้นนาน 5 วินาที จึงแอ่นหลังขึ้นมาใหม่ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง

    ส่วนการยืดกล้ามเนื้อช่วงสะโพกและเชิงกราน ก็ให้นอนหงาย งอเข่าตั้งฉาก แล้วยกหลังและสะโพกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุด เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดระดับลงจนหลังและสะโพกแนบพื้น ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง

    ต่อด้วยการนอนหงาย ชันเข่าตั้งฉาก ยกศีรษะขึ้นพร้อมกับเกร็งหน้าท้อง แล้วใช้มือแตะที่เข่า ค้างไว้ 5 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำจนครบ 10 ครั้ง

    ยังมีท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังโดยตรง เริ่มจากคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น จากนั้นจึงแอ่นหลังพร้อมกับเงยหน้าขึ้นค้างนาน 5 วินาที ทำสลับกับการโก่งหลังและก้มคอลงจนครบ 10 ครั้ง

    สเต๊ปต่อมายังอยู่ในท่าคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น แต่ให้เหยียดยืดขาข้างหนึ่งไปด้านหลัง เกร็งค้าง 5 วินาที ทำสลับกับอีกข้างจนครบ 10 ครั้ง ทั้งนี้สามารถเพิ่มการยืดเหยียดที่แขน ขณะยืดขาไปด้านหลังให้ยกแขนข้างตรงกันข้ามขึ้นสูงค้างไว้แล้วยกลงพร้อมกับขา

    เปลี่ยนเป็นการนอนคว่ำ ช่วงเขาแนบติดพื้น แล้วแอ่นหลังขึ้นจากพื้นนับ 5 วินาที ผ่อนลงนอนราบท่าเดิม จนครบ 10 ครั้ง จากนั้นยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นให้มากที่สุดค้าง 5 วินาที สลับกับขาอีกค้างให้ครบ 10 ครั้ง สุดท้ายในท่านอนคว่ำหน้า ให้ยกศีรษะพร้อมช่วงอกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุดค้างไว้นาน 5 วินาที 10 ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม การบริหารกล้ามเนื้อตามสเต๊ปข้างต้น ไม่ควรทำอย่างรีบร้อนและรุนแรง หากอาการปวดกลับเพิ่มมากขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์.

    takecareDD@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด

    เขียนโดย asyik ที่ 06:31 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 25/01/2010

    ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด

    สำหรับคุณผู้หญิงที่มักมีอาการปวดช่วงท้องน้อย ซึ่งอาจเกิดจากการมีเลือดคั่ง ความเย็นสะสมอยู่รอบ ๆ สะดือ รังไข่ และมดลูก วิธีเยียวยาอาการดังกล่าวนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ
    ถั่วแดงรักษามดลูก-อาหารบำรุงช่องคลอด
    เรื่องราวดี ๆ ที่ กินดี นำมาฝากในวันนี้มีประโยชน์ เพียงนำถั่วแดง 500 กรัม บรรจุใส่ลงในถุงผ้าแล้วมัดปากถุงด้วยเชือกปอ ก่อนนำไปอบในไมโครเวฟระดับความร้อนปานกลางนาน 3-4 นาที

    ก่อนนำถุงถั่วแดงไปประคบบริเวณท้องน้อย ให้คุณผู้หญิงใช้มือลูบไล้เบา ๆ ที่ผิวหนังซึ่งตรงกับรังไข่แล้วจึงประคบด้วยถุงถั่วแดง ก็จะสามารถบรรเทาอาการเลือดคั่ง ลดบวม และบรรเทาอาการอักเสบได้

    สำหรับอาหารที่มีประโยชน์ช่วยรักษาอาการช่องคลอดอักเสบนั้น มีทั้งกระเทียมและกะหล่ำปลี มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อโรคร้าย ส่วนหอมใหญ่กับผักกาดจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ขณะที่ผักกาดเกาหลีนั้นช่วยจัดการซ่อมแซมเยื่อบุผิว

    ส้มและมะเขือเทศเป็นตัวเสริมวิตามิน แถมยังกระตุ้นการทำงานของเซลล์และชะลอความแก่ ผักดองและผงชูรสจะช่วยขจัดเชื้อยีสต์ที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกาย แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ

    และในทางตรงกันข้าม อาหารที่คุณผู้หญิงช่องคลอดอักเสบควรหลีกเลี่ยงนั้นคือ อาหารที่แปรรูปมาจากข้าวสาลี ขนมปัง เบียร์ ผลิตภัณฑ์จากนม ไอศกรีม มิลค์เชค และเนื้อสัตว์ เพราะจะทำให้อาการอักเสบทวีความรุนแรงขึ้น.

    takecareDD@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย

    เขียนโดย asyik ที่ 06:30 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 27/01/2010


    เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด แต่ก็มีประมาณ 15 ชนิด ที่เป็นประโยชน์
    ช่องคลอด สะอาดเกิน เกิดภัย
    หลังรู้จักกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงก็จะยังต้องรักษาความสะอาดบริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้องโดยไม่ให้เสียสมดุล อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย

    เมื่อเป็นเช่นนั้นการขจัดสิ่งสกปรกจึงต้องไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำหอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง สามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน

    สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วยกรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิดเพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือกางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา

    ส่วนเรื่องของกลิ่นจากช่องคลอดซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมีในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา

    อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดูอวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หากมีลักษณะเปลี่ยนไปควรพบสูตินรีแพทย์ด่วน.

    takecareDD@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน

    เขียนโดย asyik ที่ 06:28 0 ความคิดเห็น

    ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน

    สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ
    ตากแดดรับวิตามินเลี่ยงกระดูกพรุน
    สำหรับการขาดฮอร์โมนเพศในสตรีวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เคยช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูก อาจทำให้สตรีวัยทองมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับ น้ำหนัก อาทิ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ

    การดื่มนม รับประทานอาหารทีมีแคลเซียมและโปรตีน ถือเป็นการสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทองได้ นอกจากนี้ยังควรให้ผิวผนังได้ถูกแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ และควบคุมการทรงตัว

    สำหรับการรับแสดงแดด ก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยควรเป็นแสงแดดในช่วงเวลา 8.30 - 09.00 น. และอีกช่วงคือ 16.00 - 16.30 น. ที่ สำคัญในการรับให้ผิวหนังถูกแสงแดดตามช่วงเวลาที่แนะนำนั้นไม่ควรทาครีมกัน แดดที่มีค่าเอสพีเอฟเกิน 35 เนื่องจากสารเคมีในครีมกันแดดจะเป็นตัวต้านไม่ให้ผิวหนังได้รับรังสียูวีที่ เป็นประโยชน์กับการสังเคราะห์ให้ได้วิตามินดี

    ทั้งนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย.

    takecaredd@gmail.com
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    รักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่ง

    เขียนโดย asyik ที่ 06:22 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 22/12/2009

    ใครที่มีอาการท้องเสียบ่อย ๆ กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที วันนี้เรามีวิธีรักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่งมาบอก..
    รักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่ง


    นำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 10-15 ใบ แล้วโขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือ พอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชา ได้ผลดี

    นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อ ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วกินรวมกัน หรือจะใช้ต้มดื่มเป็นน้ำฝรั่งก็ได้

    นำใบฝรั่งสดที่ไม่อ่อน และไม่แก่เกินไป มาตัดหัวตัดท้าย แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ ตักน้ำที่ได้จากการแช่ใบฝรั่ง มาจิบทีละนิด ก็ช่วยรักษาได้เช่นกัน แต่อย่าจิบมากจนเกินไป อาจทำให้ท้องผูกได้

    ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้. 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

    เขียนโดย asyik ที่ 05:58 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ , Updated: 25/01/2010

    วันนี้เรามีวิธีปฏิบัติสำหรับคนที่รู้ตัวว่าเป็นโรคกระเพาะมาบอก
    วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกระเพาะ
  • กินอาหารให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องว่างหรือหิว ถ้าหิวก่อนเวลาให้ดื่มนม หรือน้ำเต้าหู้ น้ำข้าว น้ำผลไม้ 

  • หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู 

  • งดดื่มเหล้า เบียร์ ยาดอง กาแฟ 

  • งดการสูบบุหรี่ 

  • หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวด แก้ไข้ ที่มีแอสไพริน หรือยาชุดต่าง ๆ รวมทั้งยาแก้ปวดกระดูก และยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอน ยาหม้อต่าง ๆ 

  • ควรพักผ่อนให้มากเพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบานผ่อนคลายเครียด วิตกกังวล และไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียง่าย 

  • กินยาตามแพทย์สั่ง ถ้ากินยาแล้วอาการดีขึ้น ต้องกินยาติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 อาทิตย์ ไม่ควรหยุดยาก่อน เพราะอาการปวดท้องจะกำเริบได้อีก 

  • ควรออกกำลังกาย แต่ไม่ควรหักโหมมากเกินไป 

  • อย่าซื้อยากินเอง ถ้ามีโรคอื่นร่วมด้วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

  • รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันมาดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะดีกว่า. 
    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

    เขียนโดย asyik ที่ 05:02 0 ความคิดเห็น

    ข่าวเด่นวันนี้ 
    โรคอ้วน คนไทยไม่ควรมองข้ามพิษภัย
    เร็ว ๆ นี้ในประเทศไทยจะมีกิจกรรมเพื่อการ “ต้านอ้วน-ลดพุง” ครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีก โดยมีทั้งที่เป็นการถกหรือการประชุมกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ และที่เป็นกิจกรรมลดพุงในส่วนของภาคประชาชนคนไทย
       
    มีทั้งการประชุมนานาชาติ “อ้วนซัมมิต”
       
    และมีทั้ง “มหกรรมลดพุง” ในกรุงเทพฯ
       
    “จากกรณีโรคอ้วนและโรคอ้วนลงพุงที่ในประเทศไทยก็กำลังมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ อ้วนซัมมิต (Obesity Summit Thailand 2010) ระหว่างวันที่ 4-6 ก.พ. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อส่งเสริมความรู้ทางวิชาการด้านโรคอ้วนและอ้วนลงพุงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ และเป็น การช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะอ้วนและอ้วนลงพุงในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้มาตร ฐานคลินิกลดน้ำหนักในประเทศไทยดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่ง ให้ความรู้แก่ภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและควบคุมน้ำหนักอย่างถูกต้องด้วย” ...รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ระบุ
       
    ทั้งนี้ การประชุม “อ้วนซัมมิต” ครั้งนี้ ในด้านหนึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่ดีของรัฐบาล ในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
       
    ด้าน นพ.ฆนัท ครุธกูล ผู้จัดการศูนย์หัวใจ หลอดเลือดและเมทแทบอลิซึม โรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง เสริมในส่วนของสถิติ-ข้อมูลว่า... ในประเทศไทยนั้นพบเด็กอ้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 5 ปี จากปี 2539-2544 โดยเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าร้อยละ 40 ส่วนในเด็กนักเรียนอนุบาลและประถมศึกษามีแนวโน้มอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.3 ในปี 2544 เป็นร้อยละ 15 ในปี 2550 โดยโรงเรียนในกรุงเทพฯ มีสถิติอ้วนสูงสุดถึงร้อยละ 20
       
    “โรคอ้วนในวัยเด็กเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพหลายระบบ ร้อยละ 30-80 ของเด็กเหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ยัง  คงอ้วน และป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่าง ๆ” ...นพ.ฆนัทกล่าว พร้อมทั้งบอกอีกว่า.....
       
    ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาโรคอ้วนและอ้วนลงพุงที่เพิ่มขึ้น จึงร่วมมือกับกระทรวง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง จัดการประชุมระดับนานาชาติ “อ้วนซัมมิต” เพื่อขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ด้านสุขภาพของภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศ และเพื่อเป็นต้นแบบการดูแลรักษาสุขภาพให้กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยใช้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
       
    “การควบคุมภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง ทำให้ประชาชนโดยรวมมีสุขภาพที่ดีขึ้น และยังเป็นการช่วยลดภาระผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ตามแนวคิดป้องกันดีกว่ารักษา”
       
    พร้อมกันนี้ นพ.ฆนัทยังเผยด้วยว่า... ในวันที่ 6 ก.พ. 2553 ยังจะมีการจัดงาน “มหกรรมลดพุงคนกรุงเทพฯ” ครั้งที่ 1 ณ ลานการ์เด้น ออฟฟิศ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือขอบัตรเข้างานมหกรรมได้ที่ อาจารย์รุ่งชัย โทร. 08-9199-3193 โดยในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ... เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ, ตรวจสุขภาพ-ตรวจวัดปริมาณไขมัน แนะนำความรู้โภชนาการ, นิทรรศการจากเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. ฯลฯ รวมถึงกิจกรรม “ดนตรีบำบัด” โดย รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะนำวงออเคสตร้ามาร่วมแสดง ซึ่ง “ดนตรีก็แก้โรคอ้วนได้ !!”
       
    กับเรื่องนี้ นพ.ฆนัทบอกว่า... จากการศึกษาวิจัยพบว่าดนตรีมีผลต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่นอัตราการหายใจ ความดันโลหิต ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของเลือด ดังนั้นจึง มีการนำดนตรีมาใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ เรียกกันว่า “ดนตรีบำบัด” หรือ “มิวสิค เธราปี (Music therapy)”
       
    “และปัจจุบันก็มีการนำดนตรีบำบัดมาใช้ในเชิงป้องกันเพื่อส่งเสริมสุขภาพ อย่างการออกกำลังกาย การผ่อนคลายความเครียด ในโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง ก็มีการใช้ ซึ่งก็สามารถประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหา โรคอ้วนได้ด้วย” ...นพ.ฆนัทระบุ
       
    “โรคอ้วน” คนไทยไม่ควรมองข้ามพิษภัย
       
    ทั้ง “ถกซัมมิต-มหกรรมลดพุง” ก็ตอกย้ำ
       
    ใครอ้วนอยู่รีบ “ลดอย่างถูกวิธี” ด่วน !!.


    source : http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=303676&ch=hn

    วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

    Wonder Girls NOBODY

    เขียนโดย asyik ที่ 06:45 0 ความคิดเห็น

    วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

    Flowchart วงจรคนหาคู่

    เขียนโดย asyik ที่ 07:30 0 ความคิดเห็น

    วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

    Meaning Of Roses

    เขียนโดย asyik ที่ 07:21 0 ความคิดเห็น
    บทความจากหนังสือ ดอกไม้สื่อรัก โดย กาญจน์มุนี
    Meaning Of Roses




    It is a common belief that everything in this world has some meaning to it. The need is only to recognize the meaning. Every creation of the supreme power says something to us. Be it the animals, flowers, birds or mountains, each one of them has something or other to share with us. Like all these things, the roses of different colors also have some meaning attributed to them. 




    The meaning of roses needs to be carefully understood, as it is a known fact that roses are
    the most gifted flowers by the humans.





    ช่อกุหลาบสื่อความหมาย
    จำนวนดอกกุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เค้าคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้ White Rose - Innocence, Loyalty

    Yellow rose - Friendship, New Beginning

    Pink Rose - Young Love, Sweetness

    Red and White Roses - Unity

    Blue roses - Mysterious

    Orange Roses - Enthusiasm

    Peach Rose - Success

    Purple rose - Faithfulness, Grace

    Lavender Rose - Love at first sight

    Red And Yellow Rose - Congratulations


    ดอกกุหลาบ.....กับความหมาย
    กุหลาบแดงเข้ม สีเหมือนไวน์แดง )....

    เธอช่างมีเสน่ห์งามเหลือเกิน "
    กุหลาบตูมสีแดง....
    "
    ฉันเริ่มรักเธอแล้วจ้ะ "
    กุหลาบบานสีแดง....
    ฉันรักเธอเข้าแล้ว "
    กุหลาบสีแดงที่โรยแล้ว....
    ความรักของเรานั้นจบลงแล้ว "
    กุหลาบแดงและขาวรวมกัน ...
    รักสองเรานั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน "
    กุหลาบสีขาว
    ฉันรักเธอด้วยความจริงใจ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน "
    กุหลาบตูมสีขาว
    เธอช่างไร้เดียงสาน่าทนุถนอมเหลือเกิน ฉันรักเธอ "
    กุหลาบสีขาวที่โรยแล้ว...
    เสน่ห์ของเธอมันเริ่มลดน้อยถอยลงแล้วนะจ๊ะ "
    กุหลาบสีชมพู...
    ขอให้รักเรานั้นเคียงคู่อยู่นิรันดร "
    กุหลาบสีเหลือง...
    รักเราที่ผ่านมาเปรียบเสมือนเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะจ๊ะ "
    กุหลาบสีส้ม...
    ฉันรักเธอเหมือนเดิมนะจ๊ะ "

    แอน-เคน-มาช่า ซิวนำช-ญยอดเยี่ยม เวที Top Awards 2009

    เขียนโดย asyik ที่ 02:15 0 ความคิดเห็น

    ข้อมูลโดย : นิตยสาร Gossip Star, Updated: 24/01/2010

    แอน-เคน-มาช่า ซิวนำช-ญยอดเยี่ยม เวที Top Awards 2009

    ลูกนำโชคจริงๆ สำหรับพระเอกพ่อลูกอ่อน เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ กวาดไปถึง 2 รางวัลดารานำชายยอดเยี่ยม ทั้งสาขาละครและภาพยนตร์ “สูตรเสน่หา” และ รถไฟฟ้า “มาหานะเธอ” ในเวที Top Awards 2009
    แอน-เคน-มาช่า ซิวนำช-ญยอดเยี่ยม เวที Top Awards 2009
    แถมควงนางเอกคู่ขวัญ แอน ทองประสม ซิวนำหญิงยอดเยี่ยม จากละครเรื่องเดียวกัน พร้อมด้วยนางเอกเสียงดี มาช่า วัฒนพานิช คว้านำหญิงยอดเยี่ยมสาขาภาพยนตร์ ห้าแพร่ง ด้านนักร้องหนุ่ม บี้ สุกฤษณ์ เฮลั่น! คว้ารางวัลนักร้องยอดเยี่ยมไปครองตามกระแสแรงเชียร์ !!

    เหล่าศิลปิน ดารา และคนบันเทิงทั่วฟ้าเมืองไทยต่างตบเท้าเข้าร่วมงานประกาศรางวัล Top Awards 2009 อย่างคับคั่ง ภายใต้ตีมงานอันแสนหวาน สีชมพูระเรื่อทั่วทั้งหอประชุม ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อาทิ พระเอกหนุ่มสุดฮอต เคน ธีรเดช, แอน ทองประสม, อั้ม พัชราภา, ชมพู่ อารยา, มาช่า-กฤษณ์, เมย์ พิชญ์นาฏ, สเตฟาน-น้ำฝน, น้ำ รพีภัทร- แนน ปิยดา, เคลลี่ ธนพัฒน์-บี น้ำทิพย์, อ๊อฟ พงษ์พัฒน์, พิ้งกี้ สาวิกา, บุ๋ม ปนัดดา, เชียร์ ฑิฆัมพร, เอ็ม เดอะสตาร์, จอย ศิริลักษณ์, วู้ดดี้ มิลินทจินดา, กอล์ฟ-ไมค์, น้องเก้า จิรายุ, แน็ค ชาลี, กบ พิมลรัตน์ แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาช่างภาพไปไม่น้อย ต้องยกให้สาวเซ็กซี่ ใหม่ สุคนธวา ไปครองชนิดไม่มีสาวไหนติดฝุ่น เพราะคุณเธอยอมเปิดม่านแหวกล่างโชว์เต้าทะลักทะล้น


    ผลรางวัล Top Awards 2009

    1. ดารานำชายยอดเยี่ยม ได้แก่ เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ละครสูตรเสน่หา ช่อง 3
    2. ดารานำหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ แอน ทองประสม สูตรเสน่หา ช่อง 3
    3. ดาวรุ่งชายยอดเยี่ยม ได้แก่ พชร ธรรมมล หรือ ฟลุ๊ค เดอะสตาร์ ละคร พรุ่งนี้ก็รักเธอ
    4. ดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ ตาล กัญญา รัตนเพชร ละคร เมียหลวง
    5. ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ได้แก่ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ละคร พระจันทร์สีรุ้ง ช่อง 3
    6. ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ เชียร์ ฑิฆัมพร ละคร รุกฆาต ช่อง 7
    7. ผู้กำกับละครยอดเยี่ยม ได้แก่ พีรพล เธียรเจริญ ละคร แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา ช่อง 7
    8. ละครยอดเยี่ยม ได้แก่ แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา จาก ช่อง 7
    9. ดารานำชายยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ ได้แก่ เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ภ.รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ค่ายจีทีเอช
    10. ดารานำหญิงยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ ได้แก่ มาช่า วัฒนพานิช ภ.ห้าแพร่ง
    11. ดาวรุ่งชายยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ ได้แก่ เก้า จิรายุ ละอองมณี ภ. ห้าแพร่ง
    12. ดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ ได้แก่ แพ็ตตี้ อังศุมาลิน ภ.รถไฟฟ้า มาหานะเธอ
    13. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ค่ายจีทีเอช
    14. ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ภ.รถไฟฟ้า มาหานะเธอ
    15. นักร้องยอดเยี่ยม ได้แก่ บี้ สุกฤษณ์ วิเศษแก้ว ค่ายแกรมมี่ฯ
    16. ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม ได้แก่ กอล์ฟ พิชญะ - ไมค์ พิรัชต์ ค่ายแกรมมี่ฯ
    17. ผู้ประกาศข่าวยอดเยี่ยม ได้แก่ นารากร ติยายน ช่อง 7
    18. พิธีกรยอดเยี่ยม ได้แก่ ปัญญา นิรันดร์กุล ชิงร้อยชิงล้าน ช่อง 7
    19. วาไรตี้-ทอล์คโชว์ยอดเยี่ยม ได้แก่ รายการตลาดสดสนามเป้า ช่อง 5
    20. เกมโชว์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ชิงร้อยชิงล้าน ช่อง 7

    ที่มาข้อมูล : Gossip Star
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร Gossip Star
     

    Ana Copyright © 2010 Designed by Ipietoon Blogger Template Sponsored by Online Shop Vector by Artshare